เสียงจากเหยื่ออาชญากรรม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย WEBMASTER   
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2009 เวลา 02:39 น.

โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการยุติธรรมมักจะให้ความสำคัญกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำความ ผิดในระดับที่แตกต่างกัน ในบางครั้งก็อาจจะมองข้ามเสียด้วยซ้ำไป เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการมองเรื่องของเหยื่ออาชญากรรมนั้นไม่เหมือน กัน กล่าวคือ บางครั้งมองว่าสาเหตุของอาชญากรรมเกิดขึ้นจากเหยื่อเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด การกระทำผิด และในบางครั้งก็กลับให้การช่วยเหลือเหยื่อหลังจากที่การกระทำผิดได้เกิดขึ้น แล้ว ธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า มนุษย์มีความก้าวร้าว ( Aggressive ) อยู่ในตัวเอง ดังนั้น การใช้ความรุนแรงจึงยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอในสังคม จากการศึกษาเรื่องเหยื่อของอาชญากรรม ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ มักจะเป็นผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมอันได้แก่ ผู้หญิงและเด็ก ซึ่งมักจะถูกกระทำการทารุณ ดังจะพบเห็นได้จากการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว ( Family Violence ) อาทิ การข่มขืนกระทำชำเราบุคคลในครอบครัวเดียวกันเอง การทำร้ายทุบตี หรือการใช้วาจาก้าวร้าว ซึ่งก็จัดว่าเป็นการกระทำในความหมายของคำว่า ?รุนแรง? ประเด็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและให้ความสำคัญใน การศึกษา ภายใต้บริบททางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคมไทยปัจจุบัน Lori L. Heise al. (1994) นักวิจัยจาก Pacific Institute For Women?s Health ของสหรัฐอเมริกา ได้รวบรวมการวิจัยเรื่องการทารุณกรรมผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ พบว่า ผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่ คือ ผู้ชายที่เป็นสามี หรือคู่รักที่ทุบตีและทารุณกรรมทางเพศ พรเพ็ญ เพชรสุขศิริ ได้วิจัยจากเอกสารเรื่องสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวจากข่าวหนังสือพิมพ์ ปี พ.ศ. 2531 พบว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการใช้อารมณ์ความโกรธ ชู้สาว และเมาสุรา เหยื่อของการทำร้ายคือภรรยา คิดเป็น 34.6% และถูกทำร้ายถึงแก่ความตายถึง 62.7% การทำร้ายของผู้ชายไทยมีการใช้มีด 29.8% และปืน 20.9% นอกจากนี้ ยังใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น ไม้ ของแข็ง ชกต่อย เตะ และตบ เป็นต้น

ในปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่างเห็นพร้องกันว่า เหยื่อควรจะเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาเพื่อนำตัวผู้ กระทำผิดมาลงโทษ แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว ผู้กระทำผิดก็มักจะมีโอกาสที่จะต่อสู้คดีและก็อาจจะหลุดพ้นจากการถูกลงโทษไป ได้ ดังนั้น หลายฝ่ายจึงมีความเห็นว่าผู้เสียหายหรือเหยื่อน่าที่จะได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ในกระบวนการทางอาญาตั้งแต่ชั้นแรก เพื่อที่จะให้เหยื่อได้มีสิทธิและเสียงในทุกขั้นตอน ดังเช่น ในรัฐอริโซน่า คอนเน็คติกัล และแคลิฟอร์เนีย ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกกฏหมายให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาญกรรมจะต้องเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณา ทุกครั้งไป แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่าเหยื่อกลับมีความรู้สึกว่าเป็นการเสียเวลาและไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องกลับไปเผชิญหน้าผู้กระทำผิดอีกครั้งหนึ่ง วัตถุประสงค์ของการบัญญัติกฏหมายดังกล่าวก็เพื่อที่จะมิให้ผู้กระทำผิดได้ รับโอกาสในการปล่อยตัวเร็วเกินไป แต่อย่างไรก็ตามน่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะผู้กระทำความผิดจะมีสิทธิที่จะได้รับการพักการลงโทษเร็วเกินไป ( Early Parole ) การลดหย่อนผ่อนโทษ (Charge reduction) จากการกระทำความดีในเรือนจำและทัณฑสถาน ( Samuel Walker,1985 )

นอกจาก นี้ ในบางกรณีเหยื่อหรือผู้เสียหายยังต้องทำการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเอง นั่นก็หมายความว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกมากมายเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการ ว่าความของทนายความ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งค่าพาหนะเดินทางไปมาระหว่างพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ซึ่งก็น่าจะไม่เป็นการยุติธรรมเท่าใดนักที่จะให้ภาระดังกล่าวตกเป็นความรับ ผิดชอบของผู้เสียหายแต่เพียงฝ่ายเดียว ในขณะเดียวกันหากว่าผู้เสียหายหรือเหยื่ออาชญากรรมชนะคดีความแล้วพบว่าผู้ กระทำความผิดอาจมีฐานะที่ยากจนและลำบากกว่าผู้เสียหาย ซึ่งไม่อยู่ในสถานะที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายหรือเหยื่อได้อีก ทั้งในคดีแพ่งหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำผิดนั้น การที่เหยื่อจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเท่าไหร่ย่อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ พิพากษา ซึ่งในทางปฏิบัติ ผู้เสียหายอาจได้รับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสมกับความ เสียหายและค่าใช้จ่ายที่ตนต้องสูญเสียไป (อัณณพ ชูบำรุง และศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด, 2538 ) ด้วยเหตุนี้ผู้ใดก็ตามที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมจึงอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ เกือบทุกๆ ด้าน

ดังนั้น มาตรการในการอำนวยความยุติธรรมแก่เหยื่ออาชญากรรมจึงจะต้องกำหนดกรอบมาตรการ ให้ชัดเจน เพื่อปกป้องและคุ้มครองผู้ถูกกระทำทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นระบบ โดยจะต้องเน้นการประสานงานและตรวจสอบติดตามการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานใน กระบวนการ ยุติธรรมอัน ได้แก่ ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา ร่วมกับสภาทนายความในการดำเนินคดีอย่างเที่ยงธรรมต่อผู้เสียหายโดยไม่เลือก ปฏิบัติ นอกจากนี้ จะต้องผลักดันกฏหมายให้เอาผิดกับผู้ที่กระทำรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีสามีทำร้ายภรรยา พ่อข่มขืนลูก โดยมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการลงโทษตามกฎหมายแก่ผู้กระทำผิด ตลอดจนให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปว่าภาวะที่สามีทำร้ายภรรยามิใช่ ?เรื่องของผัวเมีย? แต่เป็นการกระทำรุนแรงต่อผู้หญิง และเป็นสิ่งที่ต้องยุติ

ท้ายที่สุดนี้ กระบวนการยุติธรรมก็จะต้องไม่ซ้ำเติมหรือทำร้ายจิตใจผู้หญิงและเด็กที่ตก เป็นเหยื่อของการกระทำรุนแรงจากกระบวนการพิจารณาทางอาญา มิเช่นนั้นแล้วเสียงของเหยื่อก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 07 พฤศจิกายน 2009 เวลา 10:34 น.
 


ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: Free Joomla 1.5 Template, postgres hosting. Valid XHTML and CSS.